ประสิทธิ์ จันเสรีกร : Prasit Chansareekorn
จำไม่ได้ว่า เคยได้ยินชื่อ หมู่เกาะกาลาปาโกส มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่คาดว่าไม่ต่ำกว่า 20 ปี จากสารคดีที่เห็นในโทรทัศน์อยู่เป็นประจำ รวมทั้งจากหนังสือต่างๆ โดยเฉพาะ National Geographic ที่มักนำเรื่องราวของหมู่เกาะแห่งนี้มาตีพิมพ์ ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของเกาะภูเขาไฟแห่งนี้ รวมไปถึงธรณีวิทยา และชีวิตของสรรพสัตว์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่อัศจรรย์ชวนให้ทุกอย่างเป็นเรื่องที่น่าหลงใหล โดยเฉพาะกับการเป็นช่างภาพที่นิยมธรรมชาติ นกและสัตว์ป่าอยู่แล้ว ความฝันว่าสักวันจะต้องไปเยือนหมู่เกาะที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลกแห่งนี้สักครั้งในชีวิตก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน แต่ก็ไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย กระทั่งปีเศษที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสไปเยือนหมู่เกาะในฝันแห่งนี้ร่วมกับสมาชิกร่วมทริปทั้งหมด 11 คน ใช้เวลาวางแผนการเดินทาง และจองทัวร์ล่วงหน้าประมาณหนึ่งปีเต็มๆ และที่สุดวันเดินทางก็มาถึง ช่วงปลายเดือนกันยายน ปี 2555 ด้วยกำหนดการที่ยาวเหยียดถึง 23 วัน เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ข้ามไปอีกซีกโลกหนึ่ง นั่นคือ ประเทศเอกวาดอร์ ที่อยู่ห่างไกลกันถึง 12 ชั่วโมงพอดิบพอดี หากเป็นเวลา 7 โมงเช้าที่กาลาปากอส จะเท่ากับ 1 ทุ่มที่เมืองไทย
ประเทศเอกวาดอร์ เป็นประเทศที่อยู่ไกลสุดกู่จากเมืองไทย หากเอาโลกมาผ่าซีก จะพบว่าประเทศนี้อยู่คนละซีกกับไทยพอดี เวลาจึงต่างกัน 12 ชั่วโมง ทำเลที่ตั้งอยู่ตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ จากเมืองไทยไม่มีสายการบินใดไปอเมริกาใต้ เส้นทางที่ดูใกล้ที่สุดคือ บินไปยุโรป ซึ่งหนีไม่พ้นอัมเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพราะมีสายการบิน KLM เพียงสายการบินเดียวที่บินตรงไปยังเมืองคีโต้ ใช้เวลาเดินทางจากเมืองไทยเร็วที่สุด 30 ชั่วโมง หรือ 2 วัน และภาพนี้ก็คือเมืองคีโต้ เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง 2,000 - 2,800 เหนือระดับน้ำทะเล ทั้งเมืองแทบจะหาที่ราบไม่ได้ แต่ก็มีอาคารบ้านเรือนหนาแน่นมาก เหตุที่ต้องเดินทางไปไกลถึงคีโต้ เพราะที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปหมู่เกาะกาลาปาโกส 
หมู่เกาะกาลาปาโกส เป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่ห่างไกลมาก ใกล้สุดยังต้องเดินทางจากฝั่งทวีปอเมริกาใต้ไปทางทิศตะวันตกราว 1,000 กิโลเมตร โดยมีความน่าสนใจทั้งด้านธรณีวิทยา สัตววิทยา และนิเวศวิทยาเป็นอย่างยิ่ง ปุจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเอกวาดอร์ โดยมีชื่อภาษาสเปนอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มเกาะโกลอน มีพื้นที่ตั้งอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร และเมื่อปี พ.ศ. 2550 องค์การยูเนสโกได้จัดมรดกโลกแห่งนี้ให้เป็นมรดกโลกที่อยู่ในสภาวะอันตราย
หมู่เกาะกาลาปาโกส ประกอบด้วยเกาะขนาดใหญ่ 5 เกาะ เกาะขนาดกลาง 8 เกาะ และเกาะเล็กอีก 6 เกาะ พร้อมเกาะขนาดเล็กมากหรือโขดหินกลางทะเลอีกประมาณ 40 แห่ง ทุกเกาะมีชื่อเรียกทั้งภาษาสเปนซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของเอกวาดอร์และภาษาอังกฤษ มีพื้นที่ทั้งบนบก 7,994 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ในทะเล 59,500 ตารางกิโลเมตร เมื่อรวมกันแล้ว นับเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
หมู่เกาะกาลาปาโกส ต่างกับเกาะส่วนใหญ่ที่มักเกิดจากการแยกตัวออกมาจากแผ่นดินใหญ่ แต่กาลาปาโกสถือกำเนิดจากการสะสมตัวของลาวาที่เกิดจากภูเขาไฟใต้ทะเลลึกหลายกิโลเมตร เมื่อราว 7-9 ล้านปีที่ผ่านมา ลาวาที่ถูกดันขึ้นจากใต้พื้นที่เรียกว่า แมกมา สะสมเป็นเวลายาวนานนับล้านๆ ปี กระทั่งโผล่พ้นผิวน้ำทะเล และแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมายาวนานนับล้านๆ ปี ภูเขาไฟในหมู่เกาะกาลาปากอสก็ยังไม่ได้ดับสนิท ยังคงมีพลังอยู่ พร้อมที่จะระเบิดขึ้นมาได้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา ยังมีภูเขาไฟระเบิด และพ่นเถ้าถ่าน รวมถึงลาวาออกมาอยู่บ่อยครั้ง
Picture
ภูมิประเทศที่โดดเด่น คือ พื้นผิวที่ขรุขระอันเกิดจากภูเขาไฟ เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือ เกาะอัลเบมาร์ล (Albermarle) หรือ เกาะอิซาเบลา (Isabela) มีรูปร่างคล้ายม้าน้ำ ความยาวจากเหนือจรดใต้ยาวถึง 132 กิโลเมตร มีจุดสูงที่สุดคือ ภูเขาอาซุล (Azul) สูงราว 1,689 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยหมู่เกาะนี้ยังมีภูเขาไฟชื่อภูเขาไฟวูล์ฟ (Wolf Volcano) ส่วนเกาะที่มีขนาดใหญ่รองลงมา คือ เกาะอินดิฟาทิเกเบิล (Indefatigable) หรือ เกาะซานตากรุซ (Santa Cruz) เป็นหนึ่งในสองเกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่ในพื้นที่บางส่วนทางตอนใต้ ปัจจุบัน ( 2012 ) มีผู้คนอาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้ราว 30,000 คน

Picture
หมู่เกาะกาลาปาโกส ตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตรกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีกระแสน้ำไหลผ่าน 3 สาย คือ กระแสน้ำอุ่นจากทางด้านเหนือ กระแสน้ำเย็นจากทางด้านใต้ แล้วกระแสน้ำเย็นจากที่ลึกจากทางด้านตะวันตกของหมู่เกาะ ทำให้น้ำทะเลในหมู่เกาะแห่งนี้เย็นมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน น้ำทะเลมีอุณหภูมิลดต่ำลงถึง 20 องศาเซลเซียส เป็นที่ชื่นชอบของสัตว์ทะเลที่ชอบกระแสน้ำเย็น เช่น สิงโตทะเล แมวน้ำ และนกเพนกวิน จึงไม่น่าแปลกใจที่สามารถพบเห็นสัตว์ทะเลทั้งสามชนิดได้เป็นประจำตามพื้นที่ต่างๆ ของกาลาปาโกส ซึ่งหาไม่ได้จากเกาะอื่นๆ ที่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรเหมือนกัน เป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักดำน้ำตื้น (สนอร์เกิล) และดำน้ำลึก (สคูบ้า)

ประวัติ         
       ตามประวัติกล่าวว่าผู้มาแวะที่หมู่เกาะนี้เป็นครั้งแรก คือกะลาสีเรือของชาววัฒนธรรมชิมู (Chimu) จากเปรูตอนเหนือ เมื่อปี พ.ศ. 2028 (ค.ศ. 1485) แต่จากบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ถือว่าบุคคลแรกที่กล่าวถึงหมู่เกาะนี้ก็คือ บิชอปแห่งปานามา มาถึงเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2078 (ค.ศ. 1535) อีกไม่นานต่อมา คือใน พ.ศ. 2113 (ค.ศ. 1570) หมู่เกาะกาลาปาโกสก็ปรากฏในแผนที่โลกเป็นครั้งแรก
วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2378 ชาลส์ ดาร์วิน ได้เดินทางมาแวะที่หมู่เกาะกาลาปาโกส โดยพักอยู่ในหมู่เกาะนี้ 5 สัปดาห์ ดาร์วินได้เดินทางมากับเรือบีเกิล (Beagle) แวะที่เกาะใหญ่ 4 เกาะ คือเกาะแชแทม เกาะชาลส์ เกาะอัลเบอร์มาร์ล และเกาะเจมส์ โดยใช้เวลา 19 วันในการเก็บสะสมตัวอย่าง และสังเกตลักษณะทางพฤกษศาสตร์และสัตววิทยาของที่นี่ ดาร์วินเรียกหมู่เกาะแห่งนี้ว่า "ห้องปฏิบัติการวิวัฒนาการที่มีชีวิต" (living laboratory of evolution) ความหลากหลายและแตกต่างของสิ่งมีชีวิตในหมู่เกาะนี้ ทำให้ดาร์วินได้ความคิดเรื่องการคัดเลือกพันธุ์โดยธรรมชาติและทฤษฎีวิวัฒนาการ และเมื่อชาลส์ ดาร์วินได้ตีพิมพ์หนังสือ กำเนิดพงศ์พันธุ์ (The Origin of Species หรือชื่อเต็มว่า the Origin of Species by Means of Natural Selection) ในปี พ.ศ. 2402 (ค.ศ. 1859) ผู้คนก็รู้จักหมู่เกาะกาลาปาโกสมากขึ้น
       ชื่อเสียงของหมู่เกาะนี้เริ่มต้นที่ลักษณะอันน่าแปลกของสัตว์บนเกาะต่าง ๆ นั่นเอง โดยเฉพาะเต่ายักษ์ ซึ่งภาษาสเปนโบราณเรียกว่า กาลาปาโก (galápago) อันเป็นที่มาของชื่อหมู่เกาะนี้ (galápagos เป็นรูปพหูพจน์) เต่าเหล่านี้คาดว่ามีอายุยืนที่สุดในบรรดาสัตว์โลกปัจจุบัน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำแทบจะไม่มีเลย สัตว์เลื้อยคลานมีน้อย ส่วนสัตว์บกท้องถิ่นมีสัตว์ฟันแทะเพียง 7 ชนิด และค้างคาวอีก 2 ชนิด ส่วนนกบนเกาะเหล่านี้มีเพียง 80 ชนิดและชนิดย่อย นกที่พบมากที่สุด (ไม่นับนกน้ำ) คือนกฟินช์กาลาปาโกส หรือนกฟินช์ดาร์วิน นั่นเอง
      สาเหตุที่สัตว์บนหมู่เกาะกาลาปาโกสเป็นที่น่าสนใจของนักวิทยาศาสตร์ ก็เพราะ 
1) มีเปอร์เซ็นต์สัตว์ท้องถิ่นสูงมาก 
2) สัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้พัฒนาเป็นชนิดย่อยของมันเองในแต่ละเกาะ 
3) นกฟินช์กาลาปาโกสได้พัฒนาตนเองขึ้นหลายชนิดจากบรรพบุรุษเดียวกัน โดยมีความแตกต่างสำคัญที่จงอยปาก 
4) มีสัตว์อื่นๆ อีกมากที่พัฒนาตัวเองโดยปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เช่น อีกัวน่าทะเลที่ว่ายน้ำได้ จะกินพืชทะเลเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังมีนกกาน้ำที่บินไม่ได้ 
5) เต่ายักษ์ที่เคยแพร่พันธุ์บนทวีป แต่ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว เหลืออยู่เพียงบนเกาะขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสัตว์ในเขตแอนตาร์กติก เช่นเพนกวิน และแมวน้ำขนเฟอร์ ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะเหล่านี้เคียงข้างกับสัตว์เขตร้อนได้
      ผู้คนที่ตั้งชุมชนบนหมู่เกาะนี้มักเป็นชาวเอกวาดอร์ โดยมากจะเป็นบนเกาะซันกริสโตบัล ซันตามาเรีย อีซาเบล และซันตากรูซ บางเกาะนั้นไม่มีมนุษย์อยู่เลย รายได้หลักของที่นี่มาจากการท่องเที่ยว ประมง และเกษตรกรรม เมื่อ พ.ศ. 2513 หมู่เกาะกาลาปาโกสมีประชากรทั้งหมดไม่เกิน 6,000 คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มาอาศัยชั่วคราวพร้อมครอบครัว และเมื่อปี พ.ศ. 2532 มีประชากรทั้งหมดประมาณ 10,000 คน
       สัตว์จำนวนมากในหมู่เกาะนี้เริ่มมีจำนวนลดลง รวมทั้งปลาวาฬและแมวน้ำขนเฟอร์ ซึ่งถูกจับจนเกือบสูญพันธุ์ เต่าก็ลดจำนวนลงอย่างมาก และบางชนิดถึงกับสูญพันธุ์ เพราะมีศัตรูจากถิ่นอื่นที่นักเดินเรือนำเข้ามา หลังจากรัฐบาลเอกวาดอร์ยึดครองหมู่เกาะนี้เมื่อปี พ.ศ. 2375 (ค.ศ. 1832) ก็เริ่มมีการตั้งนิคมบนเกาะโฟลเรอานา เพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเองไว้ และในที่สุดก็กลายเป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง ในพุทธทศวรรษ 2440 ประชากรของหมู่เกาะกาลาปาโกสมีประมาณ 600 คน โดยเริ่มตั้งนิคมบนเกาะซาน คริสโตบัล, อิซาเบลา และฟลอเรอานาค่อยๆ เพิ่ม ในช่วงนี้เองที่เริ่มมีการนำสัตว์เพื่อการพาณิชย์เข้ามา เช่น โค แพะ สุกร สุนัข ลา ม้า หนู และพืชต่าง ๆ
        สมัยที่ดาร์วินมาแวะที่นี่ เพิ่งมีการตั้งนิคมได้เพียง 3 ปี แต่ก็มีสุกรและแพะจรจัดมากมายแล้ว และสัตว์เหล่านี้โดยมากจะเป็นศัตรูต่อสัตว์หรือพืชต่าง ๆ ส่วนการท่องเที่ยวนั้นแต่เดิมมีข้อจำกัดเนื่องจากสภาพจำกัดทางภูมิศาสตร์ แต่ปัจจุบันมีธุรกิจท่องเที่ยวนำเที่ยวหมู่เกาะกาลาปาโกสอย่างกว้างขวาง ศูนย์กลางการบริหารหมู่เกาะกาลาปาโกสอยู่ที่เมืองปวยร์โตบาเกรีโซโมเรโน (Puerto Baquerizo Moreno) บนเกาะซานกริสโตบัล
        ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยาข้างต้น ทำให้หลายหน่วยงานพยายามยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ รวมทั้งสภาพนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมบนหมู่เกาะ นอกจากหน่วยงานจากรัฐบาลเอกวาดอร์แล้ว ยังมีกลุ่ม เพื่อนกาลาปาโกส (Friends of Galapagos) กองทุนสัตว์ป่าโลกเพื่อธรรมชาติ (World Wide Fund for Nature) โครงการพัฒนาของสหประชาชาติ ศูนย์ช่วยเหลือของสมาคมสัตววิทยาฟรังค์ฟูร์ทเพื่อสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม (Frankfurt Zoological Society Help for Threatened Wildlife) และสถาบันอื่น ๆ ทำให้ปัจจุบันมีการวิจัยมากมายเกี่ยวกับเต่ายักษ์พวกนี้ และได้รับความสำเร็จพอสมควร ทั้งยังมีคณะกรรมการที่เรียกว่า Galapagos Conservation Trust ในกรุงลอนดอน ที่พยายามอนุรักษ์สภาพทางนิเวศวิทยาของหมู่เกาะ และเสนอให้เป็นแหล่งมรดกโลก และจัดให้อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย
         บนหมู่เกาะกาลาปาโกสมีหน่วยงานสำคัญที่ศึกษาด้านนิเวศวิทยาของหมู่เกาะ ได้แก่ สถานีวิจัยชาลส์ ดาร์วิน (The Charles Darwin Research Station หรือ CDRS) ที่ได้จัดจั้งขึ้นโดย มูลนิธิชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin Foundation) เมื่อต้นพุทธทศวรรษ 2503
        ครั้นถึงปี พ.ศ. 2517 เริ่มมีการวางแผนแม่บทเป็นครั้งแรกเพื่อคุ้มครองและจัดการอุทยานแห่งชาติกาลาปาโกสขึ้น และอีก 4 ปีถัดมา องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้หมู่เกาะกาลาปาโกสเป็นมรดกโลก
นอกจากนี้ กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ได้ส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และพืชในหมู่เกาะกาลาปาโกสตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 อีกหน่วยงานหนึ่ง โดยมีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

Day 1  ออกเดินทาง
          จากกรุงเทพฯ ถ้าเดินทางสั้นที่สุด ต้องนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงกรุงอัมเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แล้วต่อเครื่องไปลงที่เมืองคีโต้ ประเทศเอกวาดอร์ จากนั้นเดินทางไปกาลาปาโกส ใช้เวลาเดินทาง รวมเวลาที่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่อง และค้างคืนเนื่องจากไม่มีเครื่องบินที่ต่อไปได้ในวันเดียวกัน ต้องใช้เวลาอย่างเร็วที่สุดประมาณ 3 วัน เป็นการเดินทางที่ยาวไกลจริงๆ จากประเทศไทยมาถึงเกาะมหัศจรรย์แห่งนี้ 
Picture
          เครื่องบินโบอิ้ง A320 นำผู้โดยสารเต็มลำ มาลงที่สนามบินเกาะ Baltra ในเช้าวันหนึ่งปลายเดือนกันยายน เมื่อถึงสนามบินผมได้เห็นภาพของเกาะกาลาปากอสเป็นครั้งแรก มองจากหน้าต่างเครื่องบินเห็นแต่พื้นราบๆ ไม่มีภูเขาอะไรเลย แถมยังแห้งแล้งมาก ยังกับไปเคนยาที่แอฟริกา แต่ที่นี่เป็นเพียงเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งจากทั้งหมดกว่า 50 เกาะของกาลาปากอสเท่านั้น เกาะ แห่งนี้มีชื่อว่าบอลทรา เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ใจกลางหมู่เกาะกาลาปาโกส มีพื้นที่ราบทั้งเกาะ และสูงจากระดับน้ำทะเลราว 100 เมตร ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกาได้ใช้พื้นที่ราบบนเกาะแห่งนี้สร้างสนามบินแห่งแรกเพื่อรองรับเครื่องบินรบ หลังจากสงครามสิ้นสุดลง สนามบินแห่งนี้ ถือว่าเป็นประตูเปิดสู่การท่องเที่ยวกาลาปาโกสก็ว่าได้ เพราะสามารถเดินทางได้สะดวกทางเครื่องบิน ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษ กับระยะทางที่ห่างจากฝั่งทวีปมากถึง 1,000 กิโลเมตร

สนามบินค่อนข้างเก่า ดูเหมือนจะผ่านการใช้งานมานาน หลังจากผ่านด่านตรวจบัตรค่าเข้ากาลาปากอสคนละ 100 usd และค่าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีก 10 usd (ประเทศเอกวาดอร์ ใช้เงินสกุล usd ) แต่เมื่อเดินออกนอกสนามบิน ก็พบกับอาคารหลังใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ ใหญ่โตกว่าเดิมหลายเท่า เห็นว่าจะแล้วเสร็จในปี 2013
           ไกด์ชาวอเมริกันชื่อ แบรี่ นำพวกเราขึ้นรถบัสไปลงที่อ่าว Itabaca Channel ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น และเรือท่องเที่ยวระดับ Luxury สำหรับการเดินทางในทริปนี้ก็ลอยลำพร้อมเดินทางอยู่แล้ว และเราจะใช้เรือลำนี้ในการเดินทางท่องเที่ยวไปตามเกาะต่างๆ 15 วัน กินนอนอยู่บนเรือ 14 คืน เนื่องจากหมู่เกาะกาลาปาโกส มีเพียง 2 เกาะเท่านั้นที่มีเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ และมีโรงแรมที่พัก แม้ว่าจะพักโรงแรมบนเกาะได้ แต่การท่องเที่ยวทำได้เพียงจุดใกล้ๆ ไม่ถึง 5% ของจุดท่องเที่ยวทั้งหมดที่เปิดให้ขึ้นไปเที่ยวชมได้ เนื่องจากแต่ละเกาะอยู่ห่างไกลกันมาก การเดินทางต้องใช้เรือยอร์ช และเรือขนาดใหญ่ หากต้องการไปเที่ยวให้ครบทุกจุด ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 2 อาทิตย์ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้การเดินทางมาเยือนกาลาปากอสของเราในครั้งนี้ใช้เวลาที่ยาวนานมาก หากมีเวลาประมาณ 1 อาทิตย์ หรือ 7 วัน ต้องเลือกเอาว่า จะเที่ยวหมู่เกาะทางฟากตะวันออก หรือตะวันตก ไม่สามารถไปทั้งหมดได้ เฉพาะเกาะอิสเบลลา มีความยาวจากเหนือจรดใต้กว่า 130 กิโลเมตร แต่บางเกาะก็มีขนาดเล็กๆ บางเกาะเป็นดูเหมือนกองหินที่โผล่พ้นผิวน้ำเท่านั้น
           หลังจากนั่งเรือยาง ที่นิยมเรียกกันว่า ดิงกี้ จากท่าเรือมาถึงเรือใหญ่แล้ว ผมออกเดินสำรวจเรือจากชั้นดาดฟ้า เป็นที่นั่งเล่นชมวิว มองเห็นทิวทัศน์ได้รอบ 360 องศา “ถ้าระหว่างเดินทาง มีปลาวาฬ หรือโลมา ขึ้นมาที่ผิวน้ำ ให้ขึ้นมาดูบนดาดฟ้าเรือ จะมองเห็นได้ชัดและถ่ายภาพได้ง่าย” แบรี่แนะนำเมื่อเห็นผมกำลังเดินขึ้นบันไดไปบนดาดฟ้าเรือ และบนนี้เราจะใช้ตากเสื้อผ้าที่นำมาจากเมืองไทยไม่มาก หากขนมาแบบครบทุกวัน น้ำหนักเกิน 20 กิโลกรัมที่สายการบินกำหนดแน่นอน
Picture
          เมื่อเดินลงมาจะมีโต๊ะและเก้าอี้นั่งเล่นที่ท้ายเรือ เดินเข้าไปในตัวเรือจะเป็นห้องนอนปีกซ้ายขวา 6 ห้อง เป็นแบบ 2 เตียงพร้อมห้องน้ำในตัว กว้างขวางพอสมควรเหมือนพักอยู่ในโรงแรมทั่วๆ ไป ด้านหัวเรือเป็นห้องของกัปตัน เมื่อเดินลงไปอีกชั้นจะมีส่วนท้ายเรือสำหรับการเตรียมตัวลงดิงกี้เพื่อขึ้นไปเที่ยวฝั่ง หรือไปดำน้ำสนอร์เกิล ภายในเรือมีห้องอาหาร จุได้ 18 ที่นั่ง ถัดไปเป็นห้องครัว และห้องนั่งเล่น ซึ่งจะใช้เป็นห้องสำหรับกิจกรรมเวิร์คชอป บรรยายให้ความรู้เรื่องต่างๆ โดยแบรี่ เจ้าของผลงานหนังสือท่องเที่ยวหมู่เกาะกาลาปาโกส และใช้ในการฟังบรรยายสรุปแผนการท่องเที่ยวในวันถัดไปในเวลากลางคืนก่อนอาหาร

ก่อนอาหารกลางวัน แบรี่เรียกพวกเราทุกคนไปฟังสรุปการเดินทางคร่าวๆ ที่ห้องนั่งเล่น โดยบอกว่า
“ การท่องเที่ยวทุกอย่างจัดตารางได้อย่างชัดเจน อาจจะมีเปลี่ยนแปลงบ้างเป็นบางวัน เริ่มจากตื่นนอน 6 โมงเช้า รับประทานอาหารเช้า 7 โมง ขึ้นฝั่ง 7 โมงครึ่ง มีทั้งแบบเปียก ( Wet Landing ) โดยนั่งเรือยางไปเทียบกับชายหาด และแบบแห้ง ( Dry ) มีท่าเทียบเรือบนฝั่ง จากนั้นกลับเรือ หากมีเวลาเลือกกิจกรรมได้ว่าจะดำน้ำสนอร์เกิล พายเรือคายัก หรือว่ายน้ำรอบๆ เรือ ส่วนอาหารกลางวันเวลา 12.00 - 12.30 น. ช่วงบ่ายประมาณ 14.30 - 18.00 น. จะขึ้นไปเที่ยวเกาะอีกครั้ง หรือจะเลือกดำน้ำก็ได้ ก่อนอาหาร ฟังบรรยายความรู้ต่างๆ และสรุปการท่องเที่ยววันถัดไป ส่วนอาหารค่ำเริ่ม 1 ทุ่มตรง ทุกอย่างต้องตรงต่อเวลา ซึ่งสำคัญมากกับการท่องเที่ยวโดยเรือแบบนี้ เนื่องจากทุกคนจะรู้หน้าที่ของตัวเอง ตั้งแต่กัปตัน เด็กเรือ พ่อครัว ไกด์ และนักท่องเที่ยว หากผิดเวลา จะเกิดปัญหากับคนอื่นๆ ทันที ”
Picture
         โปรแกรมแรก กัปตันนำเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะนอร์ทไซมัวร์ เกาะเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนเหนือของเกาะ Baltra ทะเลมีคลื่นเล็กน้อย อีเทรียน ไกด์ผู้เชี่ยวชาญแห่งกาลาปากอส เคยเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกาลาปากอสมานานกว่า 20 ปี แนะนำจุดหมายของบ่ายวันนี้ว่า
“เราจะเดินขึ้นไปชมนกและสัตว์ชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่บนเกาะ ให้ใส่รองเท้าแบบ Good Shoue”
         รองเท้าที่แบรี่พูดถึงคือ รองเท้าเดินป่า หรือรองเท้าผ้าใบ สำหรับเดินบนพื้นหินแข็งๆ ซึ่งได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้ามานานนับเดือนแล้ว จากเอกสารการเตรียมตัวมาเที่ยวกาลาปากอสว่าต้องใช้อะไร และควรมีอะไรบ้าง เมื่อได้เวลานัดหมาย 15.30 น. ทุกคนก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่ท้ายเรือ เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม และใส่ในกระเป๋ากล้อง เราลงเรือยาง 2 ลำ แบ่งลำละประมาณ 8 คน เรือค่อยๆ ลอยไปเทียบกับฝั่งที่เป็นหน้าผาหิน ดูแล้วกลัวว่าเรือจะไปกระทบกับโขดหิน ต้องใช้วิธีให้เรือค่อยๆ แล่นไปเทียบแล้วก้าวขึ้นเรือทีละคนโดยมีคนรับอยู่บนฝั่ง
           แบรี่ไกด์ผู้เขียนหนังสือชื่อ A Traveller’s Guide to the Galapagos บอกกับเราว่า อยากรู้ว่านกเด่นในวันนี้คือ หรือสัตว์เด่นที่จะเจอในวันนี้คืออะไร ให้ดูที่ภาพในเสื้อยืดที่เขาใส่ และที่เห็นอยู่คือนกฟรีเกท Great frigatebirds นั่นเอง เมื่อถามว่าจะได้เห็นนกฟรีเกทตัวผู้โป่งคอสีแดงสดเหมือนที่เคยเห็นมาในหนังสือและวิดีโอสารคดีเกี่ยวกับกาลาปาโกสมาเป็นสิบๆ ปีหรือไม่ แบรี่ตอบแบบไม่คิดทันทีว่า “แน่นอน”

             บนโขดหิน เราได้พบกับสิงโตทะเล หรือ Sea Lion ตัวแรกของกาลาปาโกส นอนอยู่ใกล้ๆ ทางเดิน เมื่อได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน ก็แค่หันหน้ามามองดู แล้วล้มตัวลงไปนอนต่อแบบไม่สนใจใยดี ใกล้ๆ กันมีนกหลายชนิดบินโฉบไปมา แต่ละคนรีบหยิบกล้องมาถ่ายภาพทันที นกตัวที่อยู่ใกล้สุดแทบไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ห่างเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น แถมไม่มีท่าทีว่าจะตื่นกลัวคนนับสิบที่กำลังเดินขึ้นฝั่ง นกตัวแรกที่ผมถ่ายได้คือ นกนางนวล Swaller-tailed Gull นกนางนวลที่ออกหากินในเวลากลางคืน อาหารจำพวกปลาหมีกและปลาขนาดเล็ก รังทำอยู่บนพื้นดิน ทำรังแบบง่ายๆ ไม่มีกิ่งไม้มาสานกันมากมายเหมือนรังนกทั่วๆ ไป พ่อแม่นกผลัดกันไซร้ขน ช่วงเวลานี้เป็นฤดูทำรังวางไข่พอดี ที่ขอบตามีตุ่มสีแดงสดดูสวยงามมาก ทำเอาคณะของเราตื่นเต้นกันใหญ่ เพราะไม่คิดว่าจะใกล้มากแบบนี้
นกนางนวล Swaller-tailed Gull
            บนท้องฟ้าเราได้เห็นนกฟรีเกท Magnificent Frigatbirds หลายสิบตัว เป็นการพบครั้งแรกของทริปนี้เช่นกัน ทั้งแบรี่และอีเทรียน ปล่อยให้พวกเราถ่ายภาพกันพักใหญ่ จากนั้นก็บอกให้เดินทางไปตามทางราบๆ วนไปทางขวาเลียบหน้าผาแล้วตัดเข้าป่าโปร่งทางด้านซ้าย สองข้างทางมีพุ่มไม้เตี้ยๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่รังนกฟรีเกท บนพื้นมีเส้นบอกขอบเขตการเดินโดยนำหินก้อนเล็กๆ มาเรียงกัน ไม่ให้ออกนอกเส้นทาง โดยมีแท่งไม้ทาสีขาวสลับดำ สูงประมาณ 2 ฟุต ปักเอาไว้ทั้งสองข้างเป็นระยะ เพื่อบอกขอบเขตที่อนุญาตให้เดิน ห้ามออกนอกทางเดินเด็ดขาด เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด
Picture
          รังนกฟรีเกทนับสิบรังอยู่ติดทางเดิน ใช้เลนส์เพียง 100 หรือ 200 มม. ก็ถ่ายภาพได้อย่างสบายๆ บางคนเอา iPhone ถ่ายหน้าตาเฉย ที่ทำให้เราตื่นเต้นกันมากคือ นกฟรีเกทตัวผู้ที่พองถุงคอสีแดงสดเพื่อเรียงร้องความสนใจจากนกตัวเมีย เด่นสะดุดตามาก บางรังมีลูกนกอยู่ในรัง ลูกนกบางตัวโตจนมีขนาดเกือบเท่าพ่อแม่นก พวกเราหยุดถ่ายภาพกันเป็นระยะๆ อย่างตื่นเต้น ผมรอจังหวะให้นกฟรีเกทตัวผู้ที่โป่งคอจนถุงลมสีแดงสดโป่งออก มีขนาดที่ใหญ่มาก พร้อมกับส่งเสียงร้องเมื่อเห็นนกตัวเมียบินผ่านมา ไม่ถึง 15 นาที กล้องในมือถูกถ่ายภาพไปหลายร้อยภาพทีเดียวเพราะใช้โหมดถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง 12 เฟรม/วินาที จากกล้องแคนนอน EOS 1D X ทำให้บันทึกภาพทุกอริยาบถได้อย่างชัดเจน อีเทรียนเห็นว่าเราหยุดกันนานพอสมควร บอกให้เดินกันต่อ และบอกว่า ถ้าเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน บริเวณนี้จะมีนักท่องเที่ยวและนักถ่ายภาพกลุ่มต่างๆ สลับหมุนเวียนขึ้นฝั่งมาที่เกาะแห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 200 คนตลอดทั้งวัน ไม่สามารถหยุดเดินนานเกิน 5 นาที เนื่องจากจะแออัดมากเกินไป เมื่อมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเดินมา กลุ่มเราต้องออกเดินต่อทันที แต่ในเวลานี้ ทั้งเกาะมีเฉพาะคณะของเราเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น ทำให้ถ่ายภาพได้นานโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีกลุ่มอื่นตามมาจนต้องออกเดินต่อ อีเทรียนบอกว่า เดือนกันยายน - ถึงตุลาคม เป็นเวลาที่เขาชอบมากที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดในรอบปี แต่ยังคงมีสัตว์ชนิดต่างๆ ให้ดูมากมาย หลายชนิดจับคู่ผสมพันธุ์ในช่วงเวลานี้ ทำให้ดูได้อย่างใกล้ชิด เพียงแต่บางจุดทะเลมีคลื่นลมแรงเท่านั้น ส่วนฝนมีน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเดือนไหนของปีเนื่องจากอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรซึ่งมีความกดอากาศสูงตลอดทั้งปี

           ออกเดินไปได้อีกนิดเดียวเราก็พบกับนกบู้บี้ตีนสีฟ้า Blue footed Boobies นกเด่นของกาลาปากอสอีกชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่ทำรังตามพื้นและพุ่มไม้เตี้ยๆ และมีลูกนกอยู่ในรัง อายุราว 1-2 เดือน สีขาวปกปุยน่ารักมาก ที่รังและพื้นดิน รวมทั้งก้อนหินโดยรอบมีสีขาวโพลน จากมูลที่ทั้งพ่อแม่และลูกนกถ่ายทิ้งไว้ รังนกบู้บี้จะเห็นได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงพฤศจิกายน พ่อแม่นกบางตัวหวงถิ่นมาก เดินเข้าไปใกล้จะเข้ามาจิกไล่ทันที ผมเดินเข้าไปดูเท่าที่มีสีฟ้าสะดุดตาแบบใกล้ๆ ลักษณะเหมือนตีนเป็ดไม่มีผิด เพราะนกชนิดนี้ว่ายน้ำและดำน้ำจับปลากินเป็นอาหาร พบเห็นได้เกือบทุกเกาะในกาลาปากอส
นอกจากนี้อีกัวน่าบกขนาดใหญ่ ก็พบเห็นได้ตลอดทาง บางตัวกำลังกินต้นตะบองเพชร หรือแคคตัสอย่างเอร็ดอร่อย เป็นอีกัวน่าบกตัวแรกที่ได้เห็นเช่นกัน ทำให้ถ่ายภาพกันเพลิน จนแบรี่ต้องหันมามอง เป็นนัยว่าออกเดินต่อได้แล้ว
เดินไปถ่ายภาพไปราวหนึ่งชั่วโมง แทบจะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพทุกๆ นาทีที่ผ่านไปทีเดียว ไม่นานก็มาถึงอีกด้านหนึ่งของเกาะเป็นหาดทราย มองเห็นสิงโตทะเลหลายตัวนอนอยู่บนพื้นทราย มีลูกเล็กดูดกินนมแม่อยู่ใกล้ๆ เป็นภาพน่ารักน่าประทับใจมาก และแน่นอนว่ากล้องทุกตัวต่างเล็งไปที่แม่ลูกคู่นี้ เพื่อบันทึกภาพอันน่าประทับใจลงในเมมโมรี่การ์ด
          เย็นมากแล้ว ท้องฟ้าที่มีเมฆปกคลุมเต็มท้องฟ้าตอนที่ขึ้นฝั่ง ขณะนี้ขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันตกเริ่มเปิดโล่ง แบบนี้เห็นพระอาทิตย์ตกแน่นอน ผมนึกถึงภาพย้อนแสง หรือซิลลูเอทของบรรดาแมวน้ำและนกบู้บี้ทันที ระหว่างเดินเลาะชายฝั่งตามคณะไปเรื่อยๆ ตาก็มองหาอะไรบางอย่างเพื่อถ่ายภาพเงาดำ เวลานั้นท้องฟ้าทางทิศตะวันตกเริ่มมีสีสันบ้างแล้ว พระอาทิตย์ใกล้ตกเต็มที สักพักก็เจอแมวน้ำอยู่บนโขดหิน เหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ ผมรีบย่อตัวลงต่ำ มองหาฉากหลังให้ตรงกับตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์จะโผล่พ้นกลุ่มเมฆหนาทึบออกมา และก็เป็นดังคาด แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ที่ลอยต่ำลงมาก ส่องสว่างมากระทบก็ลำตัวแมวน้ำ มองเห็นเป็นแสงริมไลท์ที่น่าดูมาก การวัดแสงต้องอันเดอร์ราว 2-3 สตอป มองเห็นหนวดและแสงข้างลำตัวได้อย่างชัดเจน
เดินไปอีกนิดก็เจอนกบู้บี้ 2 ตัว ถ่ายภาพเงาดำกับฉากหลังสีทองได้สวยงามมาก หลังพระอาทิตย์ตก ดวงจันทร์ก็ปรากฏให้เห็น มีนกฟรีเกทบินร่อนไปมา ผมเลือกจังหวะให้นกฟรีเกท บินโฉบมาใกล้กับดวงจันทร์ เพิ่มความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ครึ่งวันบนเกาะเล็กๆ นอร์ทไซมัวร์ เราจะได้ภาพถ่ายที่สวยงามและน่าประทับใจมากมายจนเกินคาด

Day 2  Tower
         เช้าวันใหม่ เราถูกปลุกตีห้าครึ่งตรง ซึ่งเป็นเวลาปลุกตามปกติทุกวัน มองออกไปทางหน้าต่าง มองเห็นท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เสียงเรือที่ดังตลอดทั้งคืนจากการเดินทางอันยาวไกลจากนอร์ทไซมัวร์ถึงเกาะเจ โนเวซาซึ่งเป็นชื่อภาษาสเปน ส่วนภาษาอังกฤษเกาะแห่งนี้ชื่อ ทาวเวอร์ ซึ่งทุกเกาะของกาลาปาโกสจะมีชื่อเรียกทั้งภาษาสเปนและภาษาอังกฤษ เสียงเรือเงียบลงเมื่อถึงเกาะเป้าหมาย ทาวเวอร์ เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างไกลจากเกาะอื่นๆ มาก ใช้เวลาเดินทางตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้ากว่าจะมาถึง ผมเดินขึ้นไปดูวิวบนดาดฟ้าเรือ มองเห็นนกโจรสลัด great frigatebirds หลายตัวบินเฉียดเข้ามาใกล้เรือ แต่ละคนรีบเอากล้องติดเลนส์เทเลโฟโต้มาถ่ายภาพกันอย่างสนุก เสียงชัตเตอร์ดังแบบถี่ยิบ ขนาดเลนส์ 70-200 มม. ยังถ่ายภาพได้แบบสบายๆ แม้ว่าท้องฟ้าขาวซีดเพราะมีเมฆมาก แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจฟ้าขาวๆ ซีดๆ เพราะอย่างได้ภาพนกฟรีเกทมากกว่า การวัดแสงต้องชดเชยให้โอเวอร์ราว 1-2 สตอป มิฉะนั้นภาพที่ได้มืดหรืออันเดอร์เกินไป เมื่อซูมขยายภาพขึ้นมาดูเห็นชัดเจนว่าบางตัวใต้คอเป็นแถบสีแดง นั่นคือถุงลมของนกตัวผู้ที่สามารถพองขยายออกได้มากเวลาจะดึงดูดความสนใจจาก นกเพศเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์
“Tower จัดเป็นแหล่งดูนกดีที่สุดของกาลาปาโกส และดีที่สุดเป็นอันดับสองรองจากเกาะเซนต์ จอร์เจีย ประเทศอาเจนตินา” คำพูดของแบรี่ที่เล่าให้เราฟัง เล่นเอาแต่ละคนตาโตไปตามๆ กัน นกเด่นๆ ที่พบได้ในเกาะแห่งนี้คือ Great frigatebirds , Red-footed boobies แบรี่บอกว่า “นกทั้งสองชนิดนี้จะทำรังวางไข่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่นับพันรังบนเกาะแห่งนี้ และเส้นทางเดินก็จะเดินผ่านรังนก สามารถดูได้อย่างใกล้ชิด” แต่ที่น่าสนใจกว่าคือนกเฉพาะถิ่นที่มีเพียงกาลาปาโกสที่เดียวในโลก หรือที่นิยมเรียกกันว่า Endemic เป็นนกนางนวล 2 ชนิดนั่นคือ Lava gulls และ Swallow-tailed gulls และนกทั้งสองชนิดก็ทำรังบนเกาะแห่งนี้เช่นกัน เส้นทางเดินดินดูนกเรียกว่า Prince Philip’s Steps
หกโมงเช้า อาหารเช้า จากนั้น 06.30 ก็ได้เวลาไปเที่ยวชายฝั่ง เป็นหาดทรายขาว เรือวิ่งเข้าไปเทียบหาด แล้วเดินลุยน้ำเข้าฝั่ง แบรี่ย้ำให้เราเดินเฉพาะทางเดินที่กำหนดไว้เท่านั้น ห้ามออกนอกเส้นทางเด็ดขาด และส่งเสียงเตือนทันทีเมื่อเห็นบางคนในคณะของเราเดินเข้าไปถ่ายภาพนกบู้บี้ ตีนแดงซึ่งทำรังบนพุ่มไม้เตี้ยๆ เกือบจะติดทางเดิน ส่วน Masked Boobies ทำรังตามพื้นเช่นกัน ผมเลือกถ่ายภาพนกนางนวล Swallow-tailed gulls เป็นตัวแรกเพราะอยู่ใกล้มากที่สุด กำลังถ่ายภาพเพลินๆ นกตัวผู้กางปีกออก แล้วขึ้นไปยืนคร่อมสองขาบนหลังนกตัวเมีย มีเวลาให้ถ่ายเพียงไม่กี่วินาที แต่ผมเล็งภาพไว้อยู่ก่อนแล้ว ทำให้บันทึกภาพได้อย่างทันท่วงที

อีเทรียนนำเดินวนไปจนถึงโขดหินลาวา หินแหลมคม ต้องค่อยๆ เดิน มีนกทำรังเต็มไปหมด ระหว่างเดินยังได้ภาพนกมัคกิ้งเบิร์ด ที่แสนเชื่อง บินมาเกาะโชว์ตัวที่ต้นตะบองเพชรห่างเพียง 2 เมตรเท่านั้น บนพื้นยังมีนกฟินซ์เดินหากินอยู่ และเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนมาถึงปลายเท้า ทำให้เราตั้งชื่อนกชนิดนี้ใหม่ว่า “นกปลายเท้า”
        เมื่อถึงชายหาด อีเทรียนบอกให้ทุกคนมารวมตัวกันดูนกที่อยู่ใกล้ๆ หน้าผาหิน มีนกหลายชนิดในบริเวณเดียวกัน โดยมีนกใหม่อีกตัวคือนกยางลาวา รูปร่างคล้ายนกยางในเมืองไทย แต่มีสีดำและน้ำตาลเข้มเกือบทั้งตัว เป็นนกเฉพาะถิ่นอีกชนิดที่พบเฉพาะกาลาปาโกสเท่านั้น และยังได้พบกับนกบู้บี้ตีนแดง รูปร่างคล้ายนกบู้บี้ตีนฟ้า แต่เจ้าตัวนี้มีตีนสีแดงสด สวยงามมาก จากนั้นเราเดินข้ามไปตามโขดหินลาวาจนทะลุมาถึงหาดทรายใกล้กับจุดขึ้นเรือ ก่อนกลับหลายคนตามไปถ่ายภาพสิงโตทะเลที่นอนยาวเหยียดอยู่ริมหาดนับสิบตัว โดยมีแบรี่คอยมองดูอยู่เพื่อเตือนไม่ให้เข้าใกล้มากเกินไป
Picture
กลับขึ้นเรือได้แค่ 10 นาที ต้องเปลี่ยนชุดใส่เวทสูทลงดำน้ำแบบสนอร์เกิล แแบรี่บอกว่าที่นี่ขึ้นเหนือมาไกล ห่างจากกระแสน้ำเย็นมาก น้ำไม่เย็นเท่าไหร่ ราวๆ 22 - 23 องศาเซลเซียสเท่านั้น โห แค่นี้ก็หนาวแล้ว แต่งตัวเสร็จไปพร้อมกันที่ท้ายเรือจากนั้นนั่งเรือดิงกี้ออกไปดำน้ำ ใกล้ๆ แนวหน้าผา มีแต่กองหิน ไม่มีปะการัง น้ำไม่ใสมาก สัมผัสแรกของ แค่พอถ่ายภาพได้ มีปลานกแก้ว ปบาสินสมุทร ปลาผีเสื้อ น้ำไม่เย็นมากเพราะขึ้นเหนือสุดของหมู่เกาะกาลาปาโกส อุณหภูมิประมาณ 25 องศา สัมผัสแรกของน้ำทะเลคือ เหมือนเอาน้ำแช่ตู้เย็นมาราดใส่ โดดลงน้ำได้ไม่ถึง 5 นาที ต้องโบกมือลาขอกลับขึ้นเรือไป 4 คน

         หลังอาหารกลางวัน ได้พักประมาณสองชั่วโมง โปรแกรมต่อไปก็เริ่มต้นขึ้นในเวลาบ่ายสองโมงขึ้น ผมไปรอที่ท้ายเรือตั้งแต่บ่ายสอง แต่ไม่เห็นมีใครสักคน คงจะหลับอยู่ในห้องนอนที่ติดแอร์เย็นฉ่ำกันหมด เพราะเพลียจากการเดินตากแดดนานหลายชั่วโมงเมื่อเช้า และยังลงดำน้ำสนอร์เกิลกันต่ออีก แต่ก่อนเวลานัดเพียงห้านาที ปรากฏว่าไปพร้อมกันอยู่ที่ท้ายเรือครบทุกคน เพราะโปรแกรมช่วงบ่ายไม่ต้องเดิน ไม่มีใครอยากพลาด เป็นการนั่งดิงกี้ไปดูนกที่อาศัยอยู่ตามหน้าผาริมฝั่งทะเล นกเด่นของที่นี่คือ Red-billed Tropicbirds สีขาว ปากแดง หางยาว สวยงามมาก ที่ทำรังอยู่ตามหน้าผา ดูกันใกล้ๆ โชคดีที่ฟ้าเปิด ทำให้ได้ฉากหล้งเป็นสีฟ้าสดใส ผมตั้งโหมดออโต้โฟกัสแบบติดตามการเคลื่อนที่ AI Servo และระบบถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง 12 เฟรม/วินาที กล้องก็เร็ว โฟกัสก็แม่น แบบนี้จะไปเหลืออะไร ได้ภาพคมกริปทุกภาพ
แนวหน้าผาหินที่เราล่องเรือชมนกนานาชนิด ภาพที่เห็นมีช่องเป็นบันไดที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สามารถเดินขึ้นไปด้านบนได้
นกบู้บี้ตีนแดง แบบหน้าตรงดูบ้าง
เมื่อเดินขึ้นไปบนเกาะ ก็พบกับพื้นราบกว้าง มีต้นไม้หนาแน่นแต่ไม่มีใบดูแห้งแล้ง นกบู้บี้ตีนฟ้าทำรังตามต้นไม้หลายสิบคู่ ส่วนนก Masked Boobies ทำรังตามพื้นเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็เจอ บ้างก็กำลังกกไข่ นกเหล่านี้เริ่มจับคู่ผสมพันธุ์ตั้งแต่ พฤษภาคม - พฤศจิกายน
ในเมืองไทย กว่าจะหานกเจอเพื่อถ่ายภาพ เลือดตาแทบกระเด็น แต่ที่กาลาปาโกส ต้องระวังอย่าเดินไปเยียบนก!!!
สิงโตทะเล หวุดหวิดจะโดนเหยีบทุกวัน เพราะนอนได้ทุกที่ หาดทราย โขดหิน ขนาดศาลาผู้โดยสารที่ท่าเรือ ยังแอบขึ้นไปนอนบนม้านั่ง
-> อ่านต่อวันที่สามของการเดินทาง
 


Comments




Leave a Reply